1. ฝึกภาษาอังกฤษเข้าไว้ และต้องมีคะแนนสอบภาษาอังกฤษ คือ TOEFL หรือ IELTS
– TOEFL(อ่านว่า โทเฟิล) และ IELTS (อ่านว่า ไอเอลท์) เป็นผลทดสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยที่ไหนๆ ในโลกก็ยอมรับคะแนนพวกนี้ ดังนั้นถ้าคิดจะโกอินเตอร์ “ต้องสอบ”
– TOEFL มีการสอบหลายแบบ เช่น สอบด้วยคอมพิวเตอร์ สอบด้วยกระดาษ แต่วิธีที่นิยมที่สุดในปัจจุบันคือสอบด้วยอินเตอร์เน็ต เราเรียกว่า TOEFL iBT โดยมีคะแนนเต็มที่ 120 คะแนน มหาวิทยาลัยส่วนมากมักกำหนดที่ 70 คะแนนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยดังระดับโลก จะเรียกที่ 100 คะแนนขึ้นไป สำหรับคนที่คิดจะสอบไว้สมัครทุนต่างๆ ควรได้อย่างต่ำที่ 80 ขึ้นไป
– ส่วน IELTS มีคะแนนเต็มที่ 9.0 มหาวิทยาลัยทั่วไปจะเรียกที่ 5.5 คะแนนขึ้นไป แต่ถ้ามหาวิทยาลัยดังระดับโลก ก็จะกำหนดไว้ที่ 7.0 สำหรับคนที่คิดจะสอบไว้สมัครทุนต่างๆ ควรได้ 6.0 ขึ้นไป
– คะแนนจะเก็บไว้ใช้ได้ 2 ปี
* ถ้าน้องคิดจะไปเรียนที่อเมริกา ควรสอบ TOEFL แต่หากจะไปแถบยุโรปหรือออสเตรเลีย ควรสอบ IELTS เพราะจะเป็นที่นิยมมากกว่า&
2. เตรียมเอกสารให้พร้อม
เอกสารที่ใช้ในการสมัครทุนต่างๆ มีดังนี้
– ใบแสดงผลการศึกษา หรือเรียกง่ายๆ ว่าทรานสคริปต์
>– ใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียน / นักศึกษา หรือใบรับรองการจบการศึกษา คือใบที่ทางโรงเรียน / มหาวิทยาลัยออกให้
เอกสารที่เป็นของเราเอง
– สูติบัตร หรือใบรับรองการเกิด หลายคนคงสงสัยว่าทำไมพวกทุนการศึกษาถึงต้องขอใบนี้ด้วย?? คำตอบก็คือ เขาขอเพื่อไปดู “ความสัมพันธ์ระหว่างเราและบิดามารดา”
– ทะเบียนบ้าน ส่วนมากจะใช้หน้าที่มีชื่อเรานั่นเอง
– หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต บางทุนกำหนดว่าผู้สมัครต้องส่งสำเนาพาสปอร์ตไป
ให้ดูด้วย
เอกสารทั้งหมดไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ
3. คิดดีๆอยากเรียนที่ไหน ลองพิจรณาปัจจัยต่างๆร่วมด้วย เช่น การจัดอันดับของมหาลัย ค่าครองชีพแต่ละเมือง/ประเทศ เป้าหมายในอนาคต ว่าเรียนจบแล้ว อยากกลับไทย หรือ ทำงานที่ต่างประเทศต่อ
เพราะการไปเรียนในต่างประเทศ ที่แน่ๆ คือทุกคนได้รับประสบการณ์ใหม่ๆแน่นอน
การขอทุนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะส่วนใหญ่เราไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน หาข้อมูลอย่างไร หลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อเราจะสมัครทุนภายในของมหาวิทยาลัยได้ก็ต่อเมื่อเราได้รับการตอบรับจากมาหวิทยาลัยแล้วเท่านั้น ส่วนทุนจากองค์กรอิสระต้องแล้วแต่เงื่อนไขของทุนเหล่านั้น เรามีวิธีการช่วยให้น้องๆ ที่อยากเรียนต่อ เริ่มมองหาและสมัครทุนการศึกษาได้เป็นขั้นตอนดังนี้
เตรียมเอกสารให้พร้อม
- ส่วนใหญ่เอกสารในการสมัครทุนจะคล้ายกับการเรียนต่อ ต้องมี Statement of purpose, transcript, จดหมายรับรอง (Letter of Recommendations) และผลการสอบวัดระดับทางภาษา ถ้าเตรียมเอกสารทั้งหมดครบก็สามารถยื่นทุนได้ง่ายขึ้น
เราเหมาะกับทุนแค่ไหน - ลองดูว่าคุณสมบัติของเราตรงกับที่ทุนนั้นๆ ต้องการหรือไม่ เช่นบางทุนอาจต้องการประสบการณ์การทำงาน หรือบางทุนอาจเปิดรับสมัครเฉพาะนักศึกษาจาก EU หรือ ASIAN เท่านั้น ถ้าคุณสมบัติของเราไม่ตรงกับทุนจะได้ไม่ต้องเสียเวลา (หรือเสียความรู้สึกหลังไม่ได้รับเลือก) อย่าลืมอ่าน FAQs (Frequently Asked Questions) หากมีข้อสงสัย
เตรียมจดหมายแนะนำตัว และจดหมายรับรอง (SOPs : Statement of Purposes and LORs : Letter of Recommendations) GPA, โรงเรียน, หลักสูตร, ความสำเร็จ, รางวัลต่างๆ อาจเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่จดหมายแนะนำตัวและจดหมายรับรองที่ดีจะช่วยให้เราโดดเด่นจากคู่แข่งและมีโอกาสได้รับทุนมากขึ้น ในการขอจดหมายรับรอง ส่วนใหญ่ทางมหาวิทยาลัยจะขอจดหมายจากอาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยที่เราเคยเรียนด้วย และจดหมายจากเจ้านาย (หากเรามีประสบการณ์ทำงาน)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น